WFH แล้วทำไมค่าไฟออฟฟิศแพงขึ้น แคสเปอร์สกี้เผยยอดสกัดคริปโตไมเนอร์ สาเหตุค่าไฟแพง

ฝากข่าว โดย :

ในปี 2020 แคสเปอร์สกี้ บล็อกความพยายามขุดคริปโตที่โจมตีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMB) สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ 8,926,117 ครั้ง ตรวจพบความพยายามโจมตีด้วยฟิชชิ่งที่ 2,890,825 ครั้ง ส่วนความพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์อยู่ที่ 804,513 ครั้ง
อาชญากรไซเบอร์อาชญากรไซเบอร์ใช้มัลแวร์เงินคริปโต (cryptocurrency) ที่เป็นอันตรายในการขุดเหมืองคริปโต โดยใช้ฮาร์ดแวร์ของผู้อื่น เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นก็จะควบคุมการประมวลผลของอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อขุดหาเงินคริปโต เช่น Bitcoin ซึ่งมีราคาพุ่งขึ้นสูง

ดังนั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจและพนักงานของคุณทำงานจากระยะไกลเนื่องจากการแพร่ของโรคระบาด แต่ค่าไฟในสำนักงานของคุณมียอดสูงผิดปกติ ให้ตรวจสอบไอทีหลังบ้านของคุณ (backend) เพราะอาจมีนัก ขุดเงินดิจิทัล ที่ใช้ทรัพยากรทางธุรกิจของคุณ โดยคุณออกค่าใช้จ่ายให้

ในรายงานภัยคุกคาม SMB ประจำปี 2020 ของแคสเปอร์สกี้ ความพยายามในการขุดคริปโตในปี 2020 ลดลงเหลือ 8,926,117 ครั้ง ขณะที่จำนวนการตรวจจับในปี 2019 นั้นมากถึง 13,247,796 ครั้ง

นายเยฟกินี โลพาทิน หัวหน้าทีมวิเคราะห์มัลแวร์ แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “เราได้เห็นการโจมตีของนักขุดทั่วโลกลดลง  รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังจำนวนการโจมตีที่ลดลงคือราคาของเงินคริปโตซึ่งลดลงในช่วงสามปีที่ผ่านมา และเพิ่งเริ่มมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง”

แคสเปอร์สกี้ขอแนะนำให้เจ้าของธุรกิจไม่ประมาทในเรื่องนี้

นายเซียง เทียง โยว ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แคสเปอร์สกี้ กล่าว​ว่า “การขุดเงินคริปโตดึงดูดความสนใจของนักลงทุนและผู้ใช้เพราะราคาเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ปกติแล้ว SMB จะมุมมองที่ไม่จริงจังมากนักเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล เราจึงขอเตือน SMB ว่าอย่าประมาทความเป็นไปได้ที่คริปโตไมนิ่ง จะเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ร้ายแรง เพราะท้ายที่สุดแล้ว อาชญากรไซเบอร์ย่อมตระหนักมานานแล้วว่าเซิร์ฟเวอร์ที่ติดมัลแวร์นั้นสร้างผลกำไรมากกว่าการขุดเหมืองบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ตามบ้าน ดังนั้น SMB ควรจัดการกับภัยคุกคามที่เงียบงันนี้อย่างจริงจัง”

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ แคสเปอร์สกี้ตรวจพบความพยายามขุดคริปโตสูงสุดในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน คิดเป็นอัตราส่วนเกือบ 71% ในปี 2020 และ 80% ในปี 2019 ของความพยายามโจมตีทั้งหมดในภูมิภาค

นักขุดคริปโตจะซ่อนตัวได้นานกว่าและใช้การลักลอบนี้ในระยะยาวเพื่อทำกำไร แตกต่างจากการโจมตีของแรนซัมแวร์ที่มีแนวโน้มว่าจะน่ากลัวกว่า และจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็ว

สัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าอุปกรณ์ส่วนบุคคลถูกใช้อย่างผิดกฎหมายโดยผู้ขุดเงินคริปโต ได้แก่ การตอบสนองของระบบที่ช้าลงเนื่องจากภาระงานมากขึ้น การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้น ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น และการใช้ข้อมูลมีนัยสำคัญมากขึ้น

หากเจ้าของธุรกิจสงสัยว่าระบบกำลังถูกเข้าถึงโดยผู้ขุดคริปโต แคสเปอร์สกี้มีเคล็ดลับบางประการเพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินและอุปกรณ์ ดังนี้

  • ปรับปรุงระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์อีเมลและไฟล์แนบจากแหล่งที่ไม่ได้รับการยืนยันและไม่น่าเชื่อถือ
  • ให้ระมัดระวังเมื่อทำการติดตั้งซอฟต์แวร์จากเว็บ เนื่องจากคริปโตไมเนอร์อาจฝังมัลแวร์ไว้
  • องค์กรธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างจำกัด ควรใช้ประโยชน์จากโซลูชันการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เช่น Kaspersky Endpoint Detection and Response Optimum (KEDRO) ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในการป้องกันความปลอดภัยและลดต้นทุน เนื่องจากโซลูชั่นนี้จะช่วยเสริมการป้องกันสำหรับอุปกรณ์เอ็นด์พอยต์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และแล็ปท็อปที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายของบริษัท
  • ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของเครือข่ายบริษัทอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรลืมว่าอุปกรณ์อื่นก็อาจตกเป็นเป้าหมายได้ เช่น ระบบการจัดการคิว เครื่อง POS และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ หากติดมัลแวร์แล้ว อุปกรณ์เหล่านั้นสามารถสร้างผลกำไรมากมายให้กับอาชญากรไซเบอร์เลยทีเดียว

ผู้สนใจสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันการรักษาความปลอดภัย KEDRO และข้อเสนอปัจจุบันจากแคสเปอร์สกี้ที่จะประหยัดได้ถึง 40% ที่เว็บไซต์

https://go.kaspersky.com/ SEA_SMB_Promo_KERO.html?utm_campaign=SEA21Q2KERO

 

 

 

Related Posts