พิพัฒน์ แก้เกมดึงเมืองรองอีสาน-เหนือ เสริมทัพแผนเปิดประเทศ 120 วันของนายกฯ

ฝากข่าว โดย :

“พิพัฒน์” เฟ้นไอเดียแก้เกมเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เล็งดึงเมืองรองภาคอีสาน-ภาคเหนือเสริมทัพแผน “เปิดประเทศภายใน 120 วัน” ของนายกรัฐมนตรี หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ใน 4 เมืองท่องเที่ยวหลัก “กรุงเทพฯ-ชลบุรี-เพชรบุรี-ประจวบฯ” ส่อเค้าลากยาว ไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ทันตามไทม์ไลน์เดือนตุลาคมนี้
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อทบทวนแผนการเปิดพื้นที่นำร่อง 10 พื้นที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วเข้ามาเที่ยวประเทศไทย หลังได้ดำเนินการเปิดพื้นที่นำร่องแล้ว 2 พื้นที่ผ่านโครงการ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” เริ่มเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา และโครงการ “สมุย พลัส โมเดล” ชูพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เริ่มเมื่อวันที่ 15กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเดิมคาดว่าจะสามารถเปิดนำร่องได้อีก 2 จังหวัด ได้แก่ เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เล จังหวัดกระบี่ และเขาหลัก เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ในรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวตามกำหนด (Sealed Routes) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้
แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่นำร่องอื่นๆ เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ยังพบการระบาดของโรคโควิด-19 ที่รุนแรง มีผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจำนวนมาก หากเปิดเป็นพื้นที่นำร่อง อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา คาดว่าจะเปิดไม่ทันตามไทม์ไลน์เดิมภายในเดือนตุลาคมนี้

ดังนั้น กระทรวงการท่องเที่ยวฯจึงต้องปรับแผน หาทางเปิดพื้นที่นำร่องรองรับความต้องการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้มากที่สุด ภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ โดยอาจจะต้องดึงจังหวัดหรือพื้นที่อื่นๆ ที่มีความพร้อม พบการระบาดของโรคโควิด-19 น้อย เช่น จังหวัดในภาคอีสานอย่างอุบลราชธานี หนองคาย และบึงกาฬ
ซึ่งมีจุดขายด้านศิลปวัฒนธรรมและศรัทธาทัวร์ รวมถึงจังหวัดในภาคเหนือ เช่น สุโขทัย ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นจุดขายสำคัญ
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศเปิด 10 พื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วและมีผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นลบก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย นอกเหนือจากพื้นที่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลใน 4 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงาแล้ว เดิมวางแผนเปิดพื้นที่นำร่องในอีก 6 จังหวัดภายในเดือนตุลาคมนี้ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่, เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี, อำเภอเมืองบุรีรัมย์ สนามช้างอารีนา จังหวัดบุรีรัมย์, หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และกรุงเทพฯ


“การเปิดประเทศนำร่องด้วย 10 พื้นที่ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด หากพื้นที่ไหนมีความพร้อม
ก็สามารถดำเนินการได้เลย ภายใต้โจทย์สำคัญคือการแพร่ระบาดต้องเบาบาง มีการกระจายวัคซีนแก่ประชากรในพื้นที่ให้ได้ไม่น้อยกว่า 70% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และประชาชนเจ้าของพื้นที่มีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ”

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวเสริมว่า การเปิดเมืองรองอื่นๆ ในภาคอีสานและภาคเหนือเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีความเป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับเรื่องการกระจายวัคซีนเป็นหลัก โดยต้องมีการกำหนดพื้นที่ก่อนว่าจะให้พื้นที่ไหนนำร่อง รวมถึงมีแผนการพัฒนาเมือง และแผนการทำตลาดควบคู่
สำหรับรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือ ททท.มองว่าน่าจะเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวตามกำหนด (Sealed Routes) ด้วยการดึงนักท่องเที่ยวมาเข้าร่วมโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ หรือโครงการสมุย พลัส โมเดลก่อน เมื่อนักท่องเที่ยวอยู่ภายในพื้นที่นั้นๆ ครบกำหนด 14 คืนตามเงื่อนไขปัจจุบัน ก็สามารถออกไปเที่ยวพื้นที่อื่นในประเทศไทยได้
“แต่ถ้าในอนาคตเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย มีการลดจำนวนวันกักตัวเหลือ 7 วัน โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางตรงไปยังเมืองท่องเที่ยวในภาคอีสานและภาคเหนือก็เป็นไปได้สูงขึ้นเช่นกัน” ผู้ว่า ททท.กล่าว